Get Adobe Flash player

NEW อ่าน ฟัง ดาวน์โหลด พุทธาจาโรวาท......พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ เป็นแก่นแห่งพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการนี่แหละ จิตใจผู้ใดเลื่อมใสศรัทธาในคุณพระรัตนตรัย ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ

 
 
 
 
 พุทธาจาโรวาท หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
วัดสันติสังฆาราม บ้านบัว ตำบลสว่าง
อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
********
 

ดาวน์โหลด "พุทธาจาโรวาท" คลิกเพื่อดาวน์โหลด
คลิกเม้าส์ขวามือแล้ว เลือก save target as
เพื่อดาวน์โหลด

             ๑.ณ บัดนี้เป็นต้นไป เป็นการฟังธรรมในทางพระพุทธศาสนา พร้อมกันนี้ก็ให้เป็นการปฏิบัติบูชาในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่นั่งสมาธิภาวนา การนั่งสมาธินี้ให้พากันนั่งขัดสมาธิเพชร การนั่งสมาธิเพชรนี้ คือ ให้เอาขาซ้ายมาทับขาขวาก่อน แล้วก็เอาขาขวาขึ้นมาทับขาซ้าย เอามือข้างขวาวางทับมือข้างซ้าย ตั้งกายให้เที่ยงตรง หลับตานึกภาวนา “พุทโธ”
                ๒.การให้นึกถึงพุทโธนี้ เป็นการเจริญพุทธคุณ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าของเรานั้น เป็นผู้ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และท่านปรารถนาตั้งใจบำเพ็ญ ทาน รักษาศีล ภาวนามา เพื่อให้ได้เป็นพระพุทธเจ้านั้น นับตั้งแต่ตั้งใจได้แล้ว เป็นเวลานานสี่อสงไขย แสนมหากัป พระพุทธเจ้าโคดมเรานี้จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
                ๓.ให้พากันตั้งจิตเจตนาในใจของตน ให้แน่วแน่มั่นคง เพราะว่าไม่มีคนใด จะมาทำจิตใจของเราให้บริสุทธิ์หมดจดดี เท่ากับตัวเราไม่มี
                ๔.พระองค์มุ่งหวังให้คนเราปฏิบัติบูชาภาวนา ไม่ได้มุ่งหวังให้มาติดมาข้องมาลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับความโกรธ ความโลภ ความหลง ต้องการให้พวกเราปฏิบัติกาย ปฏิบัติวาจา  ปฏิบัติดวงจิตดวงใจของตน ด้วยการภาวนามีพุทโธๆ เป็นต้น หรืออุบายอื่นใด เมื่อเราเอามานึกมาเจริญแล้ว พาให้จิตใจสงบตั้งมั่นจนเกิดปัญญา จนเกิดญาณความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เพื่อจะได้ละกิเลสความโกรธ โลภ หลง อันมีอยู่ในจิตในใจของตนนี้ให้หมดสิ้นไป จุดมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าก็มีอย่างนี้
                ๕.พระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัสมาสอนก็ตาม ก็สอนให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ละกิเลสความโกรธ ความโลภ ความหลง อันเก่านี้แหละ แต่จิตใจนั้นเป็นของแต่ละบุคคล เมื่อผู้ใดปฏิบัติภาวนาบารมีเต็มแล้ว ก็รู้แจ้งพระนิพพาน
                ๖.เราทุกคนยังมีชีวิอยู่ ยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน ไปมาได้อยู่ จึงให้พากันฝึกฝนตนเอง ให้นั่งขัดสมาธิเพชรให้ได้ นึกบริกรรมภาวนาให้ได้ รักษาจิตใจให้อยู่ในความสงบระงับเยือกเย็นสบายให้ได้ ส่วนกิเลสความโกรธ โลภ หลง อันใดที่มีอยู่ในใจ ก็ให้พากันเพียรละเพียรวาง เลิกละไปโดยลำดับๆ
                ๗.การภาวนาไม่ใช่เป็นของหนัก เหมือนแบกไม้หามเสา เป็นของเบาที่สุด นึกภาวนาบทใดข้อใด ก็ให้เข้าถึงจิตถึงใจ จนจิตใจผ่องใสสะอาด ตั้งมั่นเที่ยงตรงคงที่อยู่ภายในจิตใจของตน  ใจก็สบาย นั่งก็สบาย นอนก็สบาย ยืนไปมาที่ไหนก็สบายทั้งนั้น ในตัวคนเรานี้เมื่อจิตใจสบาย กายก็พลอยสบายไปด้วย อะไรๆ ทุกอย่างมันก็สบายไป มันแล้วแต่จิตใจ
                ๘.จิตใจเป็นใหญ่เป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยดวงจิตดวงใจ คือ ถ้าใจเอามันได้ทั้งนั้น ถ้าใจไม่เอาถ่านก็เลยไม่ได้อะไร จึงต้องมีวิธีต่างๆ นั่งภาวนาบริกรรม ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ให้จิตใจท้อถอย อันนี้เป็นคุณงามความดีในทางพระพุทธศาสนา ที่เราจะต้องประกอบกระทำให้เกิดให้มีขึ้น ด้วยการปฏิบัติบูชาภาวนาให้มันจริงแจ้งขึ้นมาในจิตใจ
                ๙.จงเป็นผู้มีสติ ระลึกอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ท่านให้ชื่อว่าสติปัฏฐาน เมื่อระลึกได้จนเป็นมหาสติปัฏฐาน เรียกว่าสติใหญ่ ใหญ่จนไม่หลง
                ๑๐.ผู้ใดรวมใจของตนเข้าไปภายในปัจจุบัน ย่อมถึงซึ่งความไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน จิตใจที่อ่อนแอท้อแท้จะได้แข็งแรงขึ้นด้วยสติความระลึกได้ ในการบริกรรมในการฟังธรรม
                ๑๑.มันคิดอะไรอยู่ในจิตนั้น คิดภาวนาหรือคิดนอกภาวนา คิดภายในกายในจิตหรือว่าคิดนอกกายนอกจิต มันคิดอิจฉาพยาบาทคนโน้นคนนี้ เกลียดคนโน้นชังคนนี้ ในจิตนี้ก็ให้ระลึกดูให้ได้ ผู้มีสติแล้วจิตจะวางเฉยได้ อย่างว่าความเกลียดความกลัว ความหวาดสะดุ้งขนพองสยองเกล้าอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น ถ้ามีสติความระลึกอยู่ไม่หลงใหลออกไปก็ไม่โกรธ ไม่พยาบาทอาฆาตจองเวรใคร ในจิตใจที่มีสติปัฏฐานอยู่นั้น ไม่ไปรักใครไม่ไปชังใคร ไม่ไปดุด่าว่าร้ายให้แก่ใคร ไม่ไปทำร้ายให้แก่บุคคลผู้ใด ไม่อิจฉาตาร้อนใคร เรียกว่ามีสติภาวนาเรื่องของตัวเองอยู่
                ๑๒.การภาวนาละกิเลสนั้น ต้องเป็นผู้มีสติ ตั้งจิตตั้งใจอยู่ทุกเวลา จะยืนก็มีสติ ก่อนยืน ยืนอยู่ จะเคลื่อนไปจากเวลายืนก็มีสติ ก่อนจะเดินก็มีสติ คำว่ามีสติ ความระลึกในใจนั้นพร้อมทุกอย่าง
                ๑๓.คนดีก็เรียกว่าคนมีสติ คนไม่ดีก็คนไม่มีสตินั้นเอง
                ๑๔.อันศีลที่ข้อเว้นนั้น ท่านว่าอย่างนั้นเป็นบาปอย่าทำ อันข้อห้ามนั้น ตัวศีลก็คือว่าขา ๒ แขน ๒ ศรีษะ ๑ กายวาจานี้เอง กายวาจาจิตนี้เอง เป็นตัวศีล 
                ๑๕.ผู้นั่งสมาธิภาวนา ปฏิบัติบูชาในทางพระพุทธศาสนา ขาดสติไม่ได้ แม้แต่วินาทีก็ไม่ได้ คำว่าไม่ได้นั้นก็คือ เมื่อขาดสติมันก็ขาดสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่เต็มที่ เมื่อจิตตั้งมั่นไม่เต็มที่มันก็ขาดปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร
                ๑๖.เมื่อภายในมีสติ จิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตก็มีปัญญา
                ๑๗.คุณพระศรีรัตนตรัยนี้เปรียบเหมือนร่มไม้ใหญ่ ว่าเราจะไปไหนก็กั้นลมฝนไม่ให้ตกถูกได้ แดดร้อนขนาดไหน ความร้อนของแดดก็จะไม่มาถึงตัวเรา ด้วยอำนาจภาวนาพุทโธในใจ อยู่ที่ไหนไปที่ไหนเหมือนกับว่ามีกำแพง ๗ ชั้น คอยปกป้องรักษาอยู่ตลอดเวลา
                ๑๘.พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ เป็นแก่นแห่งพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการนี่แหละ จิตใจผู้ใดเลื่อมใสศรัทธาในคุณพระรัตนตรัย ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ คำว่าเจริญหมายถึงว่าดีขึ้น ไม่ใช่เสื่อมลงไป
                ๑๙.อันพระธรรมวินัยสัตถุศาสนา พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมปฏิบัติ ผู้ใดปฏิบัติรวมจิตใจของตนให้มาสงบระงับตั้งมั่นได้ ก็จะรู้จะเข้าใจในจิตใจของตนเอง ว่าใจของเราสบาย ทั้งรู้ใจไม่สบาย ก็จะได้รู้
                ๒๐.อันกิเลสในใจมนุษย์คนเราทุกๆ คนนั้น ผู้อื่นจะไปละไปถอน ไปปล่อยวางให้ไม่ได้ ผู้อื่นทำเพียงแต่ว่าแนะนำตักเตือน ผู้จะปฏิบัติจริงๆ ก็คือจิตใจของเราทุกคนนั้นเอง ตั้งใจบริกรรมภาวนาทำใจให้ตั้งมั่น
                ๒๑.ถ้าจิตใจมาสงบตั้งมั่น ดวงจิตรู้อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่น นั่งสมาธิภาวนาอยู่ที่ไหน มีความสงบระงับตั้งมั่นอยู่ในตัวในใจ เมื่อมาสงบตั้งมั่นอยู่ในใจได้แล้ว อะไรๆ ก็มารวมที่ใจนั้นเอง เราต้องการความสงบ ความสงบก็อยู่ที่ใจผู้รู้นั่นแหละ ปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริง ก็ไม่ได้มีอยู่ในที่อื่น ก็มีอยู่ที่จิตใจของผู้รู้นั่นเอง
                ๒๒.ความจริงกรรมฐานทั้งหลายนั้น อะไรก็มีอยู่ในตัวเราทุกคนนั้นแหละ ร่างกายสังขารนี้ท่านว่าอาการ ๓๒ นี้ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น กระดูก ตับ ไต ใส้ พุง น้ำเลือด น้ำเหลือง ในร่างกายสังขารนี้เต็มไปหมดในตัวเราทุกคนนี้แหละ ก้อนอสุภกรรมฐานก็อยู่ในที่นี้
                ๒๓.พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา พุทโธนั้นผู้ใดรำลึก ยังมีชีวิตอยู่ก็มีความสุขกายใจ แม้ชีวิตดับไปแล้ว ผู้เลื่อมใสในคุณพระพุทธเจ้านั้น จะต้องตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์เทวโลกอย่างต่ำ ไม่ต่ำกว่านั้นลงมา ด้วยอำนาจคุณพระพุทธเจ้า
                ๒๔.ให้เราทุกคนยืนก็ภาวนาพุทโธในใจได้ เดินไปมาที่ไหน ไปรถไปเรือไปเหนือไปใต้ ก็ภาวนาพุทโธ อยู่ในใจ พุทโธนี้ได้ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งนอน
                ๒๕.เมื่อใจของเราอยู่ในพุทโธคุณพระพุทธเจ้า ย่อมมีความสุขจิตสุขใจ เมื่อใจมีความสุข ตายก็ชื่อว่ามีความสุข ไม่มีทุกข์ภัยอันใดเกิดขึ้น คุณพระพุทธเจ้าที่เราภาวนาอยู่ จึงเป็นคุณงามความดีประดับประดา กาย วาจาจิตของเราทุกคน จึงให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชาภาวนา อย่าได้มีความท้อถอย
                ๒๖.เมืองไทยประเทศไทยนี่ เป็นเมืองพระพุทธศาสนา ไม่ว่าใครได้มาเกิดเมืองไทย ได้มาอยู่เมืองไทยชื่อว่าเป็นคนที่อยู่ในประเทศอันสมควร ประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไทย ไม่ว่าคนไทยจะไปอยู่ที่ไหนไปที่ไหน พระศาสนาศาสดาของพระพุทธเจ้า ก็จะมีอยู่ในจิตใจของคนไทยตลอดไป จะมีแต่ความอยู่เย็นเป็นสุข ความทุกข์ความร้อนจะหายไปหมดไป ความสุขกายสบายใจ มีทั้งทรัพย์สินเงินทองวัตถุของก็จะไหลมาเทมา
                ๒๗.มรณกรรมฐานนี้ พระองค์กำชับนักหนาว่า สาวกทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงนึกภาวนา ให้ได้ทุกลมหายใจเข้าออก แม้เราตถาคต ก็นึกถึงมรณะความตาย ได้ทุกลมหายใจเข้าออก
                ๒๘.มรณํ เม ภวิสฺสติ อุบายธรรมข้อนี้พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เตือนพุทธบริษัท พุทธสาวกในครั้งพุทธกาลว่า ให้ท่านทั้งหลายจงกำหนดความตายนี้ให้ได้ทุกลมหายใจเข้าออก
                ๒๙.เราจะต้องตายหนีความตายไปไม่พ้น ใครจะหลบหลีกไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร มีอะไรแก้ไขไม่ให้ความตายมาถึงตัว ในชั่วภายในร้อยปีนี้ ดูจะเป็นไปไม่ได้
                ๓๐.ความตายนี้มันไล่ติดตามตัวเราอยู่เสมอ ท่านเปรียบอุปมาเหมือนหมาไล่เนื้อ ตามทันที่ไหนมันก็กัดเอาให้เนื้อนั้นตายฉันใด มรณความตายที่ตามเราท่านทั้งหลายมาตั้งแต่เกิด เกิดมาแล้วมันตาย มันไล่มา เท่ากันกับว่าเนื้อมันยังแข็งแรงอยู่ สุนัขมันไล่ยังไม่ทัน มันทันเวลาไหนก็เอาเนื้อนั้นตายที่นั่น ไม่เลือกสถานที่
                ๓๑.อย่าว่าแต่คนเราธรรมดา แม้พระศาสดาเอกในโลก ยังดับขันธ์เข้าสู่นฤพาน เราท่านทั้งหลายจะไม่แตกไม่ตายนั้นเป็นไปไม่ได้ ไม่ต้องอวดดี ถ้าอวดดีแล้วจะตายทิ้งเปล่า
                ๓๒.ผู้ปฏิบัติทั้งหลายเมื่อมีกำลังจิต กำลังกายมันเป็นไปเอง เพราะว่าจิตนี้ท่านเปรียบเหมือนอย่างว่าเป็นนาย รูปกายนี้เป็นเหมือนบ่าว เหมือนบ่าวไพร่ ราษฎร สุดแท้แต่เจ้านายจะใช้ให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
                ๓๓.นอกจากดวงจิตดวงใจที่รู้อยู่นี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งอื่นนอกจากจิตใจนี้ออกไปทั้งหมด ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ทั้งเพ ไม่ใช่ตัวตนของเราของเขา ไม่ใช่ใครจะมาบังคับบัญชา
                ๓๔.ดวงจิตผู้รู้สึกภาวนาอันนี้แหละ ที่เราจะต้องภาวนาจะต้องชำระแก้ไข จิตดวงนี้ถ้ามีความสงสัยอยู่ในจิตในใจ ก็ละความสงสัยนี้ออกไป ด้วยการภาวนามรณกรรมฐาน เพียรเพ่งลงไปในจิตผู้รู้นี้
                ๓๕.คนทำบุญ รักษาศีล คนภาวนา เรียกว่าทำกุศลกรรม ทำดี ทำบุญ ได้บุญตลอดเวลา บุญนี้ก็ให้ผลแก่ตนตั้งแต่ทำแล้วต่อไปทีเดียว
                ๓๖.คนทำบาปได้ชื่อว่าทำอกุศลกรรม คนทำบาปนี้ก็ให้ผลเหมือนกันตั้งแต่ปัจจุบันทั้งต่อไป ทำบาปนี้มันเดือดร้อนเมื่อภายหลัง เมื่อบาปอกุศลที่ตนทำไม่ดีด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิตด้วยใจแล้ว มันให้ผลร้อนในจิต จะพูดจาปราศรัยอะไร ก็มีแต่เรื่องทุกข์เรื่องร้อน จะทำสิ่งใดก็เป็นไปในทางทุกข์ทางร้อน นี่แหละท่านว่ากรรมไม่ดี พระพุทธเจ้าสอนให้ละ ให้ละกรรมชั่วเสีย แล้วตั้งใจทำกุศลกรรม
                ๓๗.จะมาสงสัยในทาน ในศีล ในภาวนาทำไม่เล่า จะมัวสงสัยอยู่ไม่ภาวนา ความสงสัยนั้นก็ไม่ตกออกจากจิตใจ ละความสงสัยไม่ได้ก็เพราะจิตใจไม่สงบ ไม่เห็นแจ้งในจิตเสียก่อน จะไปเลิกละที่ไหน มันก็สงสัยเรื่อยไปในจิตนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริงแล้ว ท่านละความสงสัยได้ภายในจิตใจผู้รู้อยู่นี่เอง
                ๓๘.จะภาวนาบทใด พิจารณาข้อไหนอย่างไร มันแล้วแต่อุปนิสัย วาสนา บารมี ของตน บำเพ็ญมาแล้วในอดีตกาล แล้วมาปัจจุบันกาลเดี๋ยวนี้ขณะนี้ เราเจริญสมาธิภาวนาบทนั้น สิ่งนั้น ข้อนั้นแล้ว จิตใจของเราซาบซึ้งตรึงใจ ก็ให้จับอุบายนั้นมาภาวนา
                ๓๙.ในสมัยพุทธกาล สมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่นั้น มนุษย์ในสมัยนั้นท่านบำเพ็ญภาวนาจริงๆ ทั้งคฤหัสถ์ศรัทธาญาติโยมก็ภาวนาจริงๆ สำเร็จเป็นพระโสดาก็มากมาย เป็นสกิทาคาก็มากมาย เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็มากมาย นับเป็นโกฏิๆ ล้านๆ พร้อมทั้งมนุษย์เทวดา มาร พรหม ในสมัยนั้นท่านภาวนาละกิเลสจริงๆ
                ๔๐.จิตใจลุ่มหลง  มัวเมา ดีใจ เสียใจ โกรธให้สิ่งนั้นต้องมาพิจารณาให้เห็นว่า สิ่งนั้นมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไปโกรธทำไม ไปโลภทำไม ไปหลงทำไม เพราะสิ่งทั้งหลายคนก็ตามสัตว์ก็ตาม มีความเกิดขึ้นชั่วระยะกาลหนึ่ง แล้วมันก็แตกดับไปตามธรรมดาอย่างนั้นเอง
                ๔๑.พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ละความโกรธ ไม่ควรเลี้ยงไว้ โกรธอันมีอยู่ในหัวใจของมนุษย์คนเรานี้ เปรียบอุปมาเหมือนอย่างว่า คนเราเลี้ยงเสือโคร่งไว้ ให้กัดตัวเอง กัดบุคคลอื่นนั้นแหละ
                ๔๒.เดินจงกรม นั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ เอาให้มันเต็มที่ อย่าไปกลัวกิเลสมันตาย กิเลสนั้นฆ่าให้มันตาย ฆ่ากิเลสตายแล้วย่อมอยู่เป็นสุข คนที่ไม่อยู่เป็นสุขก็เพราะฆ่ากิเลสของตัวเองไม่ตาย
                ๔๓.อย่าไปนิ่งนอนใจ ลุกขึ้นตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญภาวนา อย่าให้มีความท้อถอยประการใด เมื่อจิตของเราไม่มีความท้อแท้อ่อนแอท้อถอยแล้ว ความเพียรตั้งลงไป ธรรมอันใดปฏิบัติอย่างไร ภาวนาบทใดก็ตาม ท่านให้มีความพากความเพียร เอาใจใส่ในสิ่งนั้นๆ ตลอดกาล ตลอดเวลา ทุกขณะทุกเวลา ไม่ให้พลั้งเผลอ พลั้งเผลอไปแล้วก็แล้วไป ตั้งจิตตั้งใจขึ้นมาใหม่
                ๔๔.เขาด่าเรา เราอย่าไปคิดว่าตอบเขา เขาโกรธให้เรา เราอย่าไปโกรธให้เขา เขาตระหนี่เหนียวแน่น เราต้องเป็นนักเสียสละสู้ สู้ภายในจิตใจนั้น เมื่อตั้งจิตเจตนาอยู่ในดวงจิตดวงใจผู้รู้นี่แหละ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมค่อยเป็นไปในทางเจริญงอกงามในทางพระพุทธศาสนา
                ๔๕.ความตายใกล้เข้ามาแล้ว เราใกล้เข้ามาแล้วซึ่งความตาย ไม่ควรประมาท ไม่ควรมัวเมา ไม่ควรไปดีใจเสียใจ กับเรื่องภายนอก เรื่องภายในเป็นเรื่องสิ่งสำคัญ ดวงใจของเรานี่แหละสำคัญกว่าสิ่งใดๆ ทั้งหมด
                ๔๖.เราสร้างบ้านสร้างเรือนให้สวยให้งามหลายชั้น ถึงร้อยชั้นกว่าก็มี ให้รูปร่างกายหรือว่าเรือนของกาย ทีนี้เรือนใจไม่มี ใจไม่มีเรือนอยู่ คือไม่ภาวนาอยู่ทุกขณะ ทุกเวลา จิตมันก็เร่ร่อนไม่มีบ้านเรือนอยู่ เหมือนคนไม่มีบ้านเรือนอยู่ แดดออกมา ฝนตกก็เปียก ทุกข์มากเพราะคนไม่มีที่พักพิงอิงอาศัย หลักฐานของตัวเองไม่มี ลอยเลื่อนก็มีความทุกข์ จิตที่ไม่มีสมาธิ จิตไม่มีภาวนา จิตไม่มีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในนั้น เป็นจิตที่เลื่อนลอย ฟุ้งซ่านรำคาญ เลื่อนลอยรั่วไหลอยู่ใต้อำนาจกิเลส จิตจึงได้มีความทุกข์ ความเดือดร้อนวุ่นวาย
                ๔๗.การปฏิบัติบูชา ภาวนานี้ เป็นการปฏิบัติภายใน เป็นการเจริญภายใน พุทโธภายใน ให้ใจอยู่ภายใน ไม่ให้จิตใจไปอยู่ภายนอก
                ๔๘.ทำอย่างไรใจจะสงบระงับ มีอุบายอะไร ก็อุบายไม่ขึ้เกียจไงละ ให้มีความเพียร จะสู้กับกิเลสราคะ โทสะ โมหะ ในใจได้ ไปสู้ที่ไหน ก็สู้ด้วยความเพียร สู้ด้วยความตั้งใจมั่น เราตั้งใจลงไปแล้วให้มันมั่นคง อย่าไปถอย
                ๔๙.เพียรพยายามฝึกตนเองอยู่เสมอ บนแผ่นดินนี้ผู้มีความเพียร ผู้ไม่ท้อแท้อ่อนแอในดวงใจ ไม่ว่าจะทำอะไร ย่อมสำเร็จได้ ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า เมื่อเห็นแล้วเราต้องตั้งความเพียรลงไป ภาวนาลงไป เมื่อมันยังไม่ตายจะไปถอยความเพียรก่อนไม่ได้
                ๕๐.สู้ด้วยการละทิ้ง อย่าไปยึดเอาถือเอา เขาว่าให้เรา เขาดูถูกเรา เสียงไม่ดีเข้าหูก็เพียรละออกไปให้มันหมดสิ้น มนุษย์มีปาก ห้ามมันไม่ให้พูดไม่ได้ มนุษย์มีตา ห้ามไม่ให้มันดูไม่ได้ มันเป็นเรื่องของโลก ท่านจึงตรัสว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันเป็นความร้อน ความร้อน คือกิเลส กิเลสเหมือนกับไฟ ไฟมันเป็นของร้อน
                ๕๑.พุทโธในใจ หลงใหลทำไม ไม่ต้องหลง ไม่ต้องลืม นั่งก็พุทโธในใจ นอนก็พุทโธในใจ ยืนก็พุทโธในใจ เดินไปไหนมาไหน ก็พุทโธในใจ กิเลสโลเลละให้หมด โลเลทางตา โลเลทางหู โลเลทางจมูก ทางกลิ่น โลเลในอาหารการกิน เลิกละ
                ๕๒.ไม่ต้องไปรอท่าว่า เมื่อถึงวันตายข้าพเจ้าจะภาวนาพุทโธเอาให้ได้ อย่างนี้ไม่ได้ เราต้องทำไว้ก่อน เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน ตั้งแต่บัดนี้ เดี๋ยวนี้เวลานี้เป็นต้นไป
                ๕๓.เราทุกคนดวงใจที่มีชีวิตอยู่ ณ ภายในนี้ ก็อย่าพากันนิ่งนอนใจ อยู่ที่ไหน กายกับใจอยู่ที่ไหน ก็ที่นั่นแหละเป็นที่ปฏิบัติบูชาภาวนา อยู่บ้านก็ภาวนาได้ อยู่ วัดก็ภาวนาได้ บวชไม่บวชก็ภาวนาได้ทั้งนั้น
                ๕๔.วันคืนเดือนปี หมดไป สิ้นไป แต่อย่าเข้าใจว่าวันคืนนั้นหมดไป วันคืนไม่หมด ชีวิตของแต่ละบุคคลหมดไปสิ้นไป มันหมดไปทุก ลมหายใจเข้าออกฉะนั้น ภาวนาดูว่า วันคืนล่วงไป เราทำอะไรอยู่ ทำบุญหรือทำบาป เราละกิเลสได้หรือยัง เราภาวนาใจสงบหรือยัง
                ๕๕.ให้ทานข้าวของ วัตถุภายนอกก็เป็นบุญ แต่ยังไม่ลึกซึ้ง ให้ทำบุญภายในใจ ให้เป็นบุญอยู่เสมอ ภาวนาพุทโธ นึกน้อมเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอยู่ภายใน นี่แหละ บุญภายใน
                ๕๖.สงบแต่ปาก ใจไม่สงบ ก็ไม่ได้ ต้องให้ใจสงบ ใจสงบ ก็คือว่า เมื่อฟุ้งซ่านรั่วไหลไปที่อื่นก็ให้คอยระวัง นึกน้อมสอนใจของตัวเองด้วยว่า ความเกิดเป็นทุกข์ เกิดมาแล้วเป็นทุกข์อย่างนี้แหละ จะไปเอาสุขที่ไหนในโลก ที่ไหน มันก็ทุกข์เท่าๆ กัน เอาสิ่งเหล่านี้มาเตือนใจตนเอง
                ๕๗.ทางพระสอนให้ละชั่วทำความดี แต่ก็ไม่ให้ติดอยู่ในความดี ให้บำเพ็ญจิตให้ยิ่งขึ้นจนถึงไม่ติดดีติดชั่วจึงจะพ้นจากโลกนี้ไปได้ เพราะแม้คุณความดีจะส่งผลให้เป็นสุขไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เป็นเทพ อินทร์ พรหม ก็ตาม แต่เมื่อกำลังของกุศลกรรมความดีนั้นๆ หมดลง ก็ย่อมต้อง กลับมา
                ๕๘.ความตายนี้ไม่มีใครหลบหลีกได้ ท่านให้นึก ให้น้อมให้ได้ว่าทุกลมหายใจเข้าไป ก็เตือนใจของตนให้นึกว่า นี่ถ้าลมหายใจนี้เข้าไปแล้วออกมาไม่ได้ เกิดติดขัดคนเราก็ตายได้ แม้ลมหายใจออกไปแล้ว เกิดอะไรขัดขึ้นมาสูดลมหายใจเข้า มาไม่ได้คนเราก็ตายได้
                ๕๙.บทภาวนาบทใดก็ดีทั้งนั้น ถ้าภาวนาได้ทุกลมหายใจ ก็เป็นอุบายธรรมอันดีทั้งนั้น ความตั้งมั่นในสมาธิภาวนาของจิตใจคนเรานั้น ย่อมมีเวลาเจริญขึ้น มีเสื่อมลงเป็นธรรมดา ถ้าเรามารู้เท่าทันว่า การรวมจิตใจเข้าเป็นดวงหนึ่งดวงเดียว เป็นความสงบสุขเยือกเย็น อย่างแท้จริง ก็ให้ทุกคนตั้งใจปฏิบัติบูชาภาวนา อย่าได้มีความท้อถอย เมื่อใจไม่ท้อถอยแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้เราท้อแท้อ่อนแอได้ เพราะคนเรามีใจเป็นใหญ่เป็นประธาน สำเร็จได้ด้วยใจทั้งสิ้น
                ๖๐.ความเที่ยงแท้แน่นอนในโลกนี้ จะเอาที่ไหนไม่มี ผู้ปฏิบัติจงรู้เท่าทัน รู้เท่านั้นแล้วก็ปล่อยว่าง อย่าเข้าไปยึดไปถือ อย่าไปยึดว่าตัวกูของกู ตัวข้าของข้า ตัวเราของเรา เราเป็นนั้นเป็นนี้ ตัวเราของเราไม่มี มีแต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีแต่หลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งโลก
 
ตะวัน คำสุจริต
บรรยาย/เรียบเรียง
๒๙ ก.ค. ๒๕๕๔


Copyright © 2559. หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000 All Rights Reserved.